แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เครื่องปรับอากาศ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เครื่องปรับอากาศ แสดงบทความทั้งหมด

เชื้อโรค เชื้อราจากเเอร์บ้าน ภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

Add Comment

เชื้อโรค เชื้อราจากเเอร์บ้าน ภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม 



     สภาพอากาศในประเทศไทยค่อนข้างร้อน ปัจจุบันการใช้เครื่องปรับอากาศ จึงเป็นที่นิยมกันอย่างเเพร่หลาย รวมไปถึงบนรถยนต์ด้วย สำหรับในห้องปรับอากาศที่มิดชิด การถ่ายเทไม่ค่อยดีเท่ากับห้องที่เปิดหน้าต่าง เรื่องโรคต่างๆที่เกิดจากการใช้ห้องแอร์ ห้องปรับอากาศ รวมถึงการป้องกันแก้ไข ที่จำเป็นต้องรู้ 

  •      การที่เราอยู่ในห้องเเอร์ เชื้อโรคติดต่อกันได้อย่างไรบ้าง?
 - ถ้าเป็นห้องเเอร์ ปรับอากาศมักจะเย็น เเละเเห้ง จึงไม่น่าจะมีเชื้อโรคที่เป็นอันตรายต่อผู้คนที่อยู่มากนัก นอกจากว่าที่ห้องแอร์นั้นทำไว้ไม่ดี ที่เครื่องปรับอากาศมีน้ำหยดทำให้ชื้น เเละอับ จะเห็นได้ว่ามีคราบเชื้อราเกิดขึ้น พร้อมกับเชื้อเเบคทีเรีย จากเชื้อโรคต่างๆมากมาย ซึ่งอาจไม่เกิดอันตรายต่อคนที่มีสภาพร่างกายเเข็งเเรงปกติ เเต่ถ้าหากผู้นั้นมีภูมิต้านทานลดลงหรือจากการกินยาต่างๆ หากมีโอกาศรับเชื้อนี้เรื่อยๆ บ่อยๆเข้า ก็อาจจะเกิดโรคได้ กรณีห้องเเอร์นั้นใช้ส่วนตัวคนเดียวก็คงไม่มีปัญหา เเต่ถ้าเป็นห้องปรับอากาศรวมๆ เช่น โรงภาพยนต์ ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล ฯลฯ ที่มีคนทำงานรวม มีผู้คนมาใช้บริการมาก มาอยู่รวมกัน อาจเป็นเเหล่งของเชื้อโรคได้ เพราะบางคนอาจเป็นโรคติดเชื้ออยู่ เช่นไข้หวัดต่างๆ มีการไอ จาม เชื้อโรคก็จะเเพร่ไปทางน้ำมูก น้ำลายที่กระเด็นไปเข้าสู่คนอื่นได้ง่าย 

  •      เชื้อโรคในห้องปรับอากาศที่สามารถแพร่กระจายจนเป็นอันตรายกับคนภายในห้องมีโรคอะไรบ้าง?

- โดยทั่วๆไป คนที่ทำงานในห้องแอร์ทุกเเห่งมักจะเป็นหวัดกันมากกว่าคนที่ทำงานนอกห้องแอร์ เพราะห้องเเอร์ปิดมิดชิด คนที่อยู่ในนั้นมีโอกาศสูดดมเชื้อต่างๆในห้องได้ เเละ การเข้าออกจากห้องเเอร์บ่อยๆ สลับกันไป ร่างกายต้องการปรับตัวร้อน-หนาว ไม่ทัน หากร่างกายอ่อนเเอเมื่อใด ก็เกิดรับเชื้อโรคได้ง่าย เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ห้องแอร์จึงมักจะเป็นไข้หวัดมากกว่าคนทั่วไปนอกห้องเเอร์ 

     โรคที่พบบ่อยคือโรค ไข้หวัดใหญ่ ที่มีเชื้อมาจากไวรัส เเพร่โดยทางน้ำมูกน้ำลายจากคนที่เป็นหวัด ไอ จาม อีกโรคหนึ่งที่เป็นกันบ่อย คือ โรคหัดเยอรมัน คนป่วยเเพร่เชื้อได้จากน้ำมูก น้ำลาย ก่อนที่จะมีผื่นขึ้น เวลาไอจาม ก็เเพร่ เชื้อออกมาเเล้ว ทำให้รับเชื้อเข้าไปโดยไม่รู้ตัว ทำให้ป้องกันได้ยาก กว่าจะรู้ว่าเป็นหัดนี้ก็ใช้เวลาหลายสัปดาห์ ทำให้ป้องกันได้ยาก อย่างเช่นการเป็นโรคอีสุกอีใส หรือ งูสวัด ท่านก็คิดว่าเป็นเเค่ตุ่มน้ำเหลือง เป็นต้น 

  •      ในห้องปรับอากาศ ถ้าไม่ได้ติดเครื่องระบายอากาศจะเป็นอันตรายหรือไม่ ?

- ถ้าหากว่าเราไม่ติดเครื่องระบายอากาศ อากาศก็จะหมุนเวียนอยู่ในห้อง ถ้าเป็นห้องใหญ่ นั่งคนเดียวมีอากาศเพียงพอ ก็คงไม่เป็นอันตรายใดๆมาก ถ้าห้องนั้นไม่ปรับปรุงติดเครื่องระบายอากาศ อากาศไม่ถ่ายเท ถ้ามีเชื้อโรค หรือ เเก๊สอันตราย ก็จะมีอันตรายได้จากการสะสมเชื้อโรคนั้นๆ คนในห้องก็ได้รับเชื้อนั้นไปด้วย 

  •      เชื้อราในที่ชื้น เกิดจากอะไร อันตรายไหม? เเละจะมีวิธีป้องกันไม่ให้เชื้อรานั้นได้อย่างไร? 

- พวกเชื้อโรคต่างๆ มักจะขึ้นได้ต่อเมื่อมีความชื้น ทั้งที่มองเห็น เเละไม่เห็น ที่ชื้นมากๆ เช่น ผนังที่มีท่อน้ำเดินผ่าน มีน้ำซึม รั่วบริเวณใกล้ๆ อ่างล้างมือ ห้องน้ำ เเละบางพื้นที่มีน้ำกระเด็นเข้าไปก็ทำให้ชื้น เเฉะ มีเชื้อราได้ เชื้อพวกนี้ปกติส่วนใหญ่ไม่ก่อให้เกิดโรคในคนธรรมดา เเต่เมื่อร่างกายอ่อนเมื่อใด เช่น เป็นโรคอยู่ หรือ ขณะได้รับยากดภูมิคุ้มกันอยู่ เชื้อราพวกนี้อาจทำให้เกิดโรคที่รุนเเรงได้ อาจถึงตายได้ 

     ในคนที่เป็นโรคหอบหืด เชื้อพวกนี้จะกระตุ้นให้มีอาการหอบหืดมากขึ้น การกำจัด ขจัดความชื้นโดยทำให้เเห้ง เเละปรับปรุงพื้นที่นั้นๆ ให้แห้งด้วยวัสดุต่างๆ จำเป็นต้องทำ นอกเนื่องจากต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย เเละสร้างอากาศให้เเห้ง โดยอาจใช้ เครื่องสร้างอากาศสะอาดที่มีขีดความสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ดี เเต่คนไม่เป็นอะไร เข้าช่วยได้ ความชื้น ความมืด ความเย็นเป็นที่มาของเชื้อโรค เชื้อรา การป้องกันย่อมดีกว่าการเเก้ไข

  •      เราจะป้องกันการติดเชื้อในห้องปรับอากาศได้อย่างไร?

- มี 2 ปัจจัย คือ 1.ต้องไม่มีคนเเพร่เชื้อ ผู้มีเชื้อต่างๆควรหลีกเลี่ยงไม่เข้าไปอยู่ในห้องนั้น ซึ่งป้องกันยาก หากเป็นห้องรวม ห้องสาธารณะ เช่น OPD คนไข้นอกของโรงพยาบาล 

2. คนที่อยู่ห้องปรับอากาศควรทำให้ร่างกายเเข็งเเรงอยู่เสมอ โดยสภาพทั่วไปคนที่อยู่ห้องเเอร์มักกินดีอยู่ดี ใช้ความคิดเเละสมองมากจึงเครียดพอเเล้วก็เพลีย กลับบ้านก็นอน หน้าตาผิวพรรณดี อ้วนท้วน เเต่ไม่เเข็งเเรงไม่ค่อยออกกำลังกาย ไม่ชอบทำอะไรเลย คนที่มีพฤติกรรมเช่นนี้มีโอกาศติดโรคได้ง่าย 

     จึงเเนะนำควรออกกำลังกายให้เพียงพอ เพื่อเสริมร่างกายให้เเข็งเเรงขึ้น เเละต้องปรับสภาพห้องนั้นๆให้มีเชื้อโรคน้อยที่สุด เช่น ให้มีเเสงสว่างเพียงพอ มีการระบายอากาที่ดี หากมี โอโซนฆ่าเชื้อโรคติดตั้งไว้ฆ่าเชื้อโรคได้จะดีมาก (ตามผลการวิจัยของ ม.มหิดลเเละ ม.หัวเฉียว) เมื่อปิดเเอร์ควรเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทได้ง่าย ควรขจัดความชื้น หรือ เเหล่งที่ก่อให้เกิดความชื้นต้องเเก้ไขให้หมดไป จึงจะช่วยให้โอกาศที่จะติดเชื้อในห้องเย็นลดน้อยลงได้ โดยสรุป คนที่อยู่ในห้องปรับอากาศมีโอกาศเสี่ยงกับการติดเชื้อมากกว่า


  •      นอกจากเชื้อโรคต่างๆเเล้ว อุปกรณ์ที่ติดตั้งในห้องเเอร์เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร หรือ อุปกรณ์ที่มีน้ำยาเคมีที่มีพิษ สามารถก่อให้เกิดอาการของโรคบางชนิดขึ้นได้ จะมีผลต่อสุขภาพมากน้อยเเ่ค่ไหน?


- ถ้าหากมีสารเคมีที่อาจจะเป็นพิษ ได้เช่นเครื่องถ่ายเอกสารที่มีควัน มีกลิ่นออกมาจากการระเหยของสารเคมีที่มีพิษ สามารถทำให้เกิดอาการของโรคทางเดินหายใจ จึงควรติดตั้งไว้ในที่มีการระบายอากาศออกไปได้เป็นการป้องกันเเละลดพิษในอากาศลงได้ 

(ที่มา : เชื้อโรคจากเเอร์ โดย รศ.นพ.สมหวัง ด่านชัยวิจิตร ภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล)





เชื้อราสะสมเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคทางเดินระบบหายใจ  


     โรคที่เกิดจากการติดเชื้อเเบคทีเรียที่ชื่อว่า ลีเจียนเเนร์ ดีซีส (Legionaire disease) หรือโรคปอดอักเสบ ที่เกิดจากเชื้อเเบคทีเรียในต่างประเทศมักมีการระบาดในชุมชนที่ใช้เครื่องปรับอากาศที่เป็นท่อรวม เชื้อนี้จะมาจากท่อพักน้ำด้านบนของตึก 

     สำหรับตึกอาคารบ้านเรือน อาคารสำนักงานใหญ่ๆ หอคอนโทรลความเย็น จะมีน้ำไหลวนอยู่ตลอดเวลา ก่อให้เกิดเชื้อเเบคทีเรียเจือปนอยู่ และประเทศไทยมีเเนวโน้มที่จะมีการติดเชื้อโรคจากแอร์มากขึ้นอีกด้วย 




เชื้อราจะสะสมอยู่ด้านในเยอะมาก (รูปด้านบน) 




สภาพการเเกะส่วนประกอบเครื่องปรับอากาศออกมา พบว่ามีเชื้อราสะสมมาก (ตามรูปด้านบน) 




ถ้าทำการล้างเครื่องปรับอากาศทุกๆ 4 เดือน สภาพของเครื่องปรับอากาศจะเป็นลักษณะนี้ แอร์สะอาด ปราศจากฝุ่นละออง เเละเชื้อราได้ 
     

โลกต้อนรับ... สารทำความเย็น R32

Add Comment
โลกต้อนรับ... สารทำความเย็น R32 

   ธนาคารโลกสนับสนุนการผลิตเครื่องปรับอากาศที่ใช้สารทำความเย็น R32 เพื่อเป็นการส่งสริมด้านสิ่งแวดล้อม และแบรนด์อื่นในประเทศญี่ปุ่นได้ลงมติในสิทธิบัติสารทำความเย็น R32 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 



ปริมาณค่าไฟฟ้าที่ใช้สำหรับเครื่องปรับอากาศนั้นสูงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ ภายในบ้านเปรียบเทียบง่าย ๆ ติดตั้งแอร์ขนาด 9,000 บีทียู ต้องเสียค่าไฟเฉลี่ยเดือนละ 500 บาทต่อแอร์หนึ่งเครื่องเมื่อเปิดใช้งานในตอนกลางคืน    ดังนั้น ความพยายามในการคิดค้นเทคโนโลยีสำหรับเครื่องปรับอากาศ    เพื่อประหยัดไฟฟ้าจึงเป็นงานที่ท้าทายของผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศทุกยี่ห้อ  


ธนาคารโลกสนับสนุนการผลิตเครื่องปรับอากาศที่ใช้สารทำความเย็น R32 เพื่อเป็นการส่งสริมด้านสิ่งแวดล้อม และแบรนด์อื่นในประเทศญี่ปุ่นได้ลงมติในสิทธิบัติสารทำความเย็น R32 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว” มร.ทากาโยชิ มิกิ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าวในระหว่างที่บริษัทสยาม ไดกิ้น เซลส์ คอมพานี ลิมิเต็ด ประจำประเทศไทย ได้พาสื่อมวลชน ไปชมระบบการผลิตเครื่องปรับอากาศที่โรงงาน คานาโอกะ แพลนต์ ที่เมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเร็ว ๆ นี้  



สารทำความเย็น R32 หรือน้ำยาแอร์ ถือเป็นเทคโนโลยีที่ยอมรับกันในระดับโลกแล้วว่า ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าและทำประสิทธิภาพความเย็นสูงกว่าน้ำยาแอร์ในปัจจุบันและมีส่วนช่วยลดโลกร้อนมากกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับสารทำความเย็นในปัจจุบัน 


ภายหลังเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติในญี่ปุ่นในเดือนมีนาคมปี ค.ศ. 2011 ออฟฟิศหลายแห่งประสบปัญหาเรื่องพลังงาน ดังนั้นการให้ความสำคัญกับเครื่องปรับอากาศจึงเป็นมาตรการหนึ่งเพื่อลดการใช้พลังงาน เพราะเครื่องปรับอากาศใช้ไฟฟ้าสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ในอาคาร 


ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศไดกิ้นที่ครองตลาดโลกด้านเครื่องปรับอากาศในสำนักงานมายาวนานถึง 90 ปี ได้เดินหน้าใช้สารความเย็น R32 ในเครื่องปรับอากาศหลากรุ่นในปี ค.ศ. 2014 นี้ รวมถึงเครื่องปรับอากาศยี่ห้ออื่นด้วยนอกจากประเทศในกลุ่มยุโรปออสเตรเลียยังมีแนวโน้มที่จะใช้เครื่องปรับอากาศที่ใช้สารทำความเย็น R32 ด้วย ทั้งนี้ในหลายประเทศได้เดินตามข้อตกลงพิธีสารโตเกียว ในปี ค.ศ. 1997 เพื่อเรียกร้องให้ลดการปล่อยสาร HFC ของสารทำความเย็น R410A 


สำหรับประเทศไทย กองทุนพหุภาคี (MLF) ได้อนุมัติให้ใช้สารทำความเย็น R32 สำหรับธุรกิจระบบปรับอากาศและยังวางแผนให้ระงับใช้สารทำความเย็น R22 ในปี ค.ศ. 2017 อย่างไรก็ตามแอร์ที่ยังคงใช้สารทำความเย็น R22 ยังใช้ได้จนกว่าจะหมดอายุการใช้งานแต่แอร์ที่ผลิตในปีดังกล่าวต้องใช้สารทำความเย็น R32 



แม้แอร์หลายยี่ห้อยังไม่ประกาศชัดว่าจะใช้เริ่มสารทำความเย็น R32 ได้เมื่อไร แต่ ไดกิ้นได้เปิดตัว ไดกิ้น อูรุซาระ เซเว่น ที่ใช้สารทำความเย็น R32 ด้วยคุณสมบัติเดียวกับแอร์ในประเทศญี่ปุ่น เพราะพฤติกรรมการใช้แอร์ของคนญี่ปุ่นนั้นจะเน้นเปิดแอร์ให้มีความชื้นที่สมดุล จะไม่ให้มีความรู้สึกว่าแอร์เย็นจัดจนต้องใส่เสื้อหนา ๆ แบบที่คนไทยนิยมใช้ โดยแอร์รุ่นดังกล่าวมีระบบเทคโนโลยีที่ปรับภาวะความชื้นภายในห้องให้เหมาะสมกับมนุษย์ ทำให้ผู้ใช้รู้สึกสบายและความคงที่ของอุณหภูมิ ซึ่งอัตราเหมาะสมของสภาวะสบายอยู่ที่อุณหภูมิ 24-26 องศา และความชื้น 55 เปอร์เซ็นต์ 



นอกจากนี้ มีระบบสายตาอัจฉริยะ มีอินฟราเรดจับการเคลื่อนไหวของคนภายในห้องซึ่งหากไม่มีคนอยู่ในห้อง หรือไม่มีการเคลื่อนไหวใน 20 นาที ระบบจะปรับอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2 องศา และหากมีการเคลื่อนไหวอีกครั้ง อุณหภูมิความเย็นจะกลับมาสู่องศาที่ตั้งไว้  เทียบกับเครื่องปรับอากาศทั่วไปสามารถประหยัดพลังงานได้สูงสุด 30 เปอร์เซ็นต์ 



แน่นอนราคาของเครื่องปรับอากาศที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมประหยัดและเป็นมิตรกับโลกจึงสูงกว่าราคาเครื่องปรับอากาศทั่วไปในท้องตลาดแต่สำหรับคนญี่ปุ่นแล้วตอบรับกับนวัตกรรมนี้และพร้อมที่จะจ่ายเพิ่มขึ้น 



 เบื้องหลังนวัตกรรมอันล้ำหน้าของแอร์สัญชาติญี่ปุ่น ยังให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตจากโรงงาน ภายในโรงงานจะมีจอ แสดงผลค่าการใช้พลังงาน ปรากฏค่าระดับการใช้พลังงานภายในโรงงาน ในกรณีที่มีการใช้พลังงานมากเกินจากที่กำหนด  หรือเรื่องง่ายอาทิ ห้องเก็บอะไหล่จะมีสายดึงลากในการขนย้ายอะไหล่แบบไม่พึ่งพาไฟฟ้า นำพลังงานจากพัดลมที่ระบายอากาศออกและพลังงานจากน้ำ ที่ต่างระดับกันมาขนย้ายอะไหล่ภายในโรงงาน ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนดาดฟ้า ทำให้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 2 หมื่นกิโลวัตต์  จนในที่สุดในปี ค.ศ. 2011 โรงงานประสบความสำเร็จในการลดปริมาณการปล่อยของเสียเป็นศูนย์ 



นอกจากให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตแล้วโชว์รูมของไดกิ้น ฟูฮะ โชว์รูม โอซากา (FUHA SHOWROOM OSAKA) ยังได้นำเทคโนโลยีของเครื่องปรับอากาศแต่ละชนิดมาให้ลูกค้าสัมผัส ภายใต้แนวคิดที่ให้ผู้เข้าชมสัมผัสและรู้สึกประหลาดใจกับความมหัศจรรย์ของอากาศ มีวิธีการอธิบายแบบหลักวิทยาศาสตร์ให้เข้าใจง่าย 



องค์ความรู้และคุณภาพของแอร์เป็นสิ่งสำคัญ...เพราะแอร์พร้อมจะละลายเงินในกระเป๋าได้ง่ายหากเลือกไม่เป็น.

Cr. Dailynews วันที่ 4 พฤษภาคม 2557 

โหมดการทำงานของรีโมทแอร์

Add Comment

โหมดการทำงานของรีโมทแอร์ 


     สาเหตุทำไมแอร์บ้านถีงมีอาการตัดบ่อย ในความเย็นอุณหภูมิปกติ หรือ ปัญหาเเอร์ไม่เย็น มีเเต่ลม (สามารถตรวจเช็คเเก้ไขปัญหาได้เองครับ) 


** ดังนั้น ให้ดูการตั้งค่าโหมดการทำงานของรีโมทแอร์ ว่าอยู่ในโหมดการทำงานที่ถูกต้องหรือไม่

.
ในส่วนของโหมดการทำงานหลัก ที่มีในแอร์ทั่วไปผู้ผลิตแอร์ในปัจจุบัน ได้ใส่โหมดการทำงานพื้นฐานมาให้ โดยโหมดการทำงานที่ว่านี้มีอยู่ด้วยกันราวๆ 4 โหมดการทำงาน ได้แก่ โหมด Cool, Dry, Fan, Auto และในแอร์รุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะแอร์ระบบอินเวอร์เตอร์รุ่นที่มาพร้อมด้วยฟังชั่นเสริมมากมาย ก็อาจจะมีอีกหนึ่งโหมดการทำงานเพิ่มเข้ามานั่นก็คือโหมด Heat

.
โดยในแต่ละโหมดการทำงานก็ถูกออกแบบให้มีการทำงานที่ต่างกันออกไป เพื่อให้ได้ผลที่ต่างกัน รายละเอียดรูปสัญลักษณ์แต่ละโหมดมีดังต่อไปนี้ 

.
** โหมด Cool  โหมดทำความเย็น เป็นโหมดการทำงานที่เรานิยมใช้กันมากที่สุด แอร์จะเข้าสู่รูปแบบการทำงานสำหรับทำความเย็น และคงระดับอุณหภูมิให้อยู่ในขอบเขตที่เรากำหนด สามารถปรับระดับความเร็วพัดลมได้อีกด้วย 

.
** โหมด Dry โหมดลดความชื้น ซึ่งแทนด้วยสัญลักษณ์รูปหยดน้ำ แอร์จะทำหน้าที่เป็นเหมือนเครื่องลดความชื้นในอากาศ โหมดลดความชื้นนี้หากไม่ได้ใช้งานในห้อง ที่ต้องการควบคุมความชื้นโดยเฉพาะ  ก็ถือว่าไม่จำเป็นสักเท่าไหร่กับการใช้ในบ้านทั่วๆไป

.
** โหมด Fan โหมดพัดลม ซึ่งหากท่านใดเจอปัญหากลิ่นเหม็นอับที่ออกมาจากแอร์ ก็ลองใช้งานโหมดนี้ดูได้ โดยการใช้งานนั้นเมื่อเราใช้แอร์เสร็จ หรือเป็นช่วงที่ใกล้จะปิดแอร์ ก่อนจะปิดแอร์หากเราเปลี่ยนให้แอร์ทำงานในโหมด Fan ต่อไปอีกสัก 15-20 นาที แล้วจึงปิดเครื่อง ก็จะช่วยเป่าแผงคอยเย็นด้านใน ลดความชื้นสะสม ซึ่งสามารถช่วยลดกลิ่นอับที่ไม่พึงประสงค์ได้
.

** โหมด Auto การทำงานแบบอัตโนมัติ ในแอร์บางยี่ห้ออาจจะเรียกว่าโหมด I FEEL แอร์จะตั้งอุณหภูมิและความเร็วพัดลมโดยอัตโนมัติ ระบบจะเป็นฝ่ายกำหนดอุณหภูมิและความเร็วพัดลมให้เอง ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิห้องที่เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิตรวจพบได้ในขณะนั้น
.

โหมดการทำงานอาจจะสลับกันเองระหว่างโหมด Cool กับ Dry ยกตัวอย่างเช่น หากอุณหภูมิที่ตั้งอยู่ที่ 24 องศาเซลเซียส เมื่อระบบตรวจพบว่าอุณหภูมิห้องสูงเกินกว่า 25 องศาเซลเซียส ก็จะเลือกการทำงานในโหมด Cool เพื่อทำความเย็นให้กับในห้อง และระบบจะสลับไปทำงานในโหมด Dry โดยอัตโนมัติ เมื่ออุณหภูมิห้องลดลงมาต่ำกว่าค่าของอุณหภูมิที่ตั้งไว้



เครื่องปรับอากาศ "ตัวสะสมเชื้อโรค"

Add Comment

เครื่องปรับอากาศ "ตัวสะสมเชื้อโรค"




   "เชื้อโรคอยู่รอบตัวเรา"

    คำพูดนี้คงไม่ผิดไปจากความเป็นจริงมากนักเพราะในชีวิตประจำวันของเราคงไม่อาจหนีเจ้าเชื้อโรคที่สะสมอยู่ตามอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆในบ้านไปได้ ซึ่งหลายคนก็เลือกที่จะอาศัยเจ้าเครื่องปรับอากาศมาช่วยทำให้บรรยากาศในบ้านดีขึ้นด้วย เชื่อตามโฆษณาว่าจะช่วยให้บ้านหลังน้อยของเราปลอดภัยจากเชื้อโรคได้ แต่ใครจะรู้ว่าเจ้า "เครื่องปรับอากาศ" หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า "แอร์" ที่หลายคนเชื่อว่าจะช่วยดูดฝุ่น ดูดเชื้อโรคได้จะกลับกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคชั้นดีไปซะเอง...!!!


   "แล้วมีวิธีป้องกันไหมนะ?"


    สำหรับวิธีป้องกันนั้นก็สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ล้างทำความสะอาดแอร์อย่างสม่ำเสมอ ด้วยการล้างแผ่นกรองอากาศอย่าน้อยเดือนละครั้ง โดยใช้น้ำฉีดแรงๆที่ด้านหลัง (ด้านที่ไม่ได้รับฝุ่น) ให้ฝุ่นและสิ่งสกปรกหลุดออกไป และในแต่ละปีควรล้างเครื่องปรับอากาศแบบเต็มระบบจะช่วยขจัดเอาฝุ่นละออง เชื้อโรคที่เกาะติดอยู่กับส่วนต่างๆของเครื่อง และที่ล่องลอยอยู่ในอากาศภายในห้องทิ้งออกไป


   นอกจากนี้ยังควรดูแลสิ่งแวดล้อมในห้องที่ใช้แอร์ด้วย โดยจำกัดฝุ่น กำจัดแหล่งที่อยู่ของแมลงสาบ ละอองเกสรพืช ไรฝุ่นในที่นอน ขนสัตว์ และแมลงอื่นๆ ที่อาจเป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้ สำหรับบ้านหลังไหนที่มีหิ้ง ชั้นวางของ และตู้จำนวนมาก ต้องหมั่นทำความสะอาดบ่อยๆ และควรทำความสะอาดเพดาน ม่าน กำแพง ทุกๆ 2-3 เดือน เพื่อกำจัดแหล่งเชื้อรา อย่าให้เกิดความชื้นหรือกลิ่นอับขึ้นภายในบ้านหรือในห้องที่ใช้แอร์ได้


   เมื่อดูแลทำความสะอาดรอบๆ ตัวเรียบร้อยแล้ว ก็อย่าลืมดูแลสุขภาพของตนเองด้วยการับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนเพียงพอ และออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 15-20 นาที เพื่อเสริมกำลังให้กับภูมิต้านทานในร่างกายให้แข็งแกร่ง สามารถที่จะต่อสู้กับเชื้อโรคร้ายต่างๆ ได้เช่นกัน 


ขอบคุณข้อมูลจาก : www.thaihealth.or.th


ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสำหรับเครื่องปรับอากาศ

Add Comment

ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสำหรับเครื่องปรับอากาศ


     เราควรทำความเข้าใจเรื่องค่าใช้จ่ายพลังงานไฟฟ้า เพราะส่วนมากเป็นประเภทของเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เช่น เครื่องปรับอากาศ เเอร์ 50-80 เปอร์เซ็นต์ เครื่องปรับอากาศ เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานมากและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูง ควรจะศึกษาทำความเข้าใจเพื่อตัดสินใจในการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ แอร์บ้าน ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเหมาะสม และไม่เกินความจำเป็น


การบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ

Add Comment

การบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ





     เพื่อให้เครื่องปรับอากาศทำงานเต็มประสิทธิภาพและมีอายุการใช้งานยาวนานจึงควรหมั่นดูแลบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ มีข้อแนะนำโดยทั่วไปเกี่ยวกับการบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศดังนี้

1. หมั่นตรวจสอบ และทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศของแฟนคอยล์ยูนิต ทุก 2 สัปดาห์

2. แผงคอยล์เย็นและคอยล์ร้อนควรทำความสะอาด 3-6 เดือนต่อครั้ง

3. มอเตอร์พัดลมทั้งแฟนคอยล์ยูนิตและคอนเด็นซิ่งยูนิต ต้องมีการตรวจเช็คทุก 6 เดือนและ ทำการหล่อลื่นโดยการอัดจาระบีหรือหยอดน้ำมันอย่างสม่ำเสมอ

4. ตรวจดูถาดน้ำทิ้ง ทำความสะอาดเพื่อให้การไหลของน้ำทิ้งเป็นไปอย่างสมบูรณ์

5. ตรวจดููทิศทางลมเข้าออกของแฟนคอยล์ยูนิต ต้องไม่มีวัสดุปิดขวางทางลม

6. ตรวจสอบและซ่อมแซมฉนวนท่อน้ำยาที่ต่อระหว่างคอนเด็นซิ่งยูนิต และแฟนคอยล์ยูนิต

7. ตรวจสอบหน้าต่างและประตูว่ามีรูรั่วทำให้อากาศร้อนจากภายนอกเข้าสู่อาคารหรือไม่

8. ติดต่อช่างบริการที่เชื่อถือได้เพื่อตรวจสอบเครื่องอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง