แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คอมเพรสเซอร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คอมเพรสเซอร์ แสดงบทความทั้งหมด

คอมเพรสเซอร์ (Compressor)

Add Comment
คอมเพรสเซอร์ (Compressor)

ทำหน้าที่อัดสารทำความเย็นสถานะแก๊ส ให้แก๊สมีอุณหภูมิขึ้นสูงถึงระดับที่จะถ่ายความร้อนให้กับอากาศ หรือน้ำได้ และสารทำความเย็นจะคืนสู่สถานะเหลวเพื่อหมุนเวียนตามวัฏกรรมอีก
.
ควรเลือกคอมเพรสเซอร์ (Compressor) ที่เหมาะสมกับความต้องการ โดยคอมเพรสเซอร์นั้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ
.
1. คอมเพรสเซอร์ลูกสูบ (Reciprocating Compressor) นับว่าพบใช้กันมากที่สุด คือพบใช้กับเครื่องทำความเย็นตั้งแต่ขนาดเล็กๆประมาณ 1/20 แรงม้าขึ้นไปจนกระทั่งถึงเครื่องทำความเย็นในระบบใหญ่ๆ ขนาด 50-60 ตัน นิยมใช้ในเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ 

: ทำงานด้วยการใช้กระบอกสูบในการอัดน้ำยา ให้กำลังแรงสูง แต่มีความสั่นสะเทือนสูง และเสียงค่อนข้างดัง 


คอมเพรสเซอร์แบบลูกสูบ
    จุดเด่น

1. มีการใช้งานอย่างแพร่หลายมานานทำให้ช่างผู้ติดตั้งสามารถเดินระบบได้อย่างชำนาญ
2. สามารถใช้ในระบบเครื่องปรับอากาศที่มีการเดินท่อระหว่างแฟนคอยล์และคอนเด็นซิ่งไกลๆ
3. มีขนาดให้เลือกใช้กว้างตั้งแต่ 1/20 แรงม้าถึง 50 แรงม้า
4. มีความคงทนสูง


จุดด้อย

1. ประสิทธิภาพต่ำ ทำให้ไม่ประหยัดพลังงาน
2. มีเสียงดัง
3. ต้องใช้อุปกรณ์ในการช่วยสตาร์ท (รุ่น 220 V/1Ph/50Hz)


2. คอมเพรสเซอร์โรตารี่ (Rotary Compressor) มีขีดจำกัดในการใช้งานคือ ใช้ได้ดีกับระบบที่มีกำลังม้าน้อยๆ เช่น เครื่องปรับอากาศที่
ขนาดไม่เกิน 32000 Btu/h แต่ถ้าระบบใหญ่กว่านี้คอมเพรสเซอร์แบบโรตารีจะใช้งานไม่สู้ดีนัก 

: ทำงานด้วยการหมุนของใบพัดที่มีความเร็วสูง มีความสั่นสะเทือนน้อย เสียงเงียบ เหมาะสำหรับเครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก


3. คอมเพรสเซอร์แบบสโครล์ (Scroll Compressor) เป็นคอมเพรสเซอร์ชนิดใหม่ที่มีการพัฒนาล่าสุด 

: ทำงานด้วยใบพัดรูปก้นหอย โดยจุดเด่นคือมีประสิทธิภาพสูงและเงียบมีความสั่นสะเทือนน้อยมาก ให้พลังงานสูง ถือว่าดีกว่าคอมเพรสเซอร์ชนิดอื่น ๆ ในระดับเดียวกัน


คอมเพรสเซอร์แบบสโครล์
จุดเด่น

1. ประสิทธิภาพสูง ประหยัดพลังงาน
2. เงียบ
3. ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ในการช่วยสตาร์ท
4. สามารถใช้ในระบบเครื่องปรับอากาศที่มีการเดินท่อระหว่างแฟนคอยล์และคอนเด็นซิ่งไกลๆ


จุดด้อย

1. มีขนาดให้เลือกใช้ไม่มากเท่าแบบลูกสูบ ขนาดใหญ่ต้องใช้เป็นแบบแทนเต็ม
2. ราคาแพง
3. คอมเพรสเซอร์มีรูปร่างสูงและระบบมีการให้ตัวในแนวระดับขณะสตาร์ทซึ่งอาจทำให้ท่อน้ำยาที่เชื่อมต่อกับคอมเพรสเซอร์เกิดการแตกรั่วได้เมื่อใช้เป็นระยะเวลานานๆ 






หลักการทำงานของเครื่องปรับอากาศ

4 Comments
หลักการทำงานของเครื่องปรับอากาศ

          การนำเอาความร้อนจากที่ที่ต้องการทำความเย็น (โดยทั่วไปคือภายในอาคาร) ถ่ายเทไปสู่ที่ที่ไม่ต้องการทำความเย็น (นอกอาคาร) โดยผ่านตัวกลางคือ สารทำความเย็นหรือที่เรียกกันว่าน้ำยา ซึ่งจะมีลักษณะการทางานดังรูป




          เมื่อทำการเปิดเครื่องปรับอากาศ สารทำความเย็นซึ่งเป็นของเหลวในปริมาณที่พอเหมาะจะไหลผ่านอุปกรณ์ป้อนสารทำความเย็นเข้าไปยังแผงท่อทำความเย็นซึ่งติดตั้งอยู่ภายในห้องพัดลมส่งลมเย็นจะดูดอากาศร้อนและชื้นภายในห้องผ่านแผ่นกรองอากาศ ซึ่งติดตั้งอยู่ด้านหน้าของแผงท่อทำความเย็น เพื่อกรองเอาฝุ่นละอองขนาดใหญ่ออกไป


          จากนั้นอากาศร้อนชื้นจะคายความร้อนให้แก่สารทำความเย็นภายในแผงท่อทำความเย็น ทาให้มีอุณหภูมิและความชื้นลดลงและถูกพัดลมส่งลมเย็นกลับเข้ามาสู่ห้องอีกครั้งหนึ่ง โดยผ่านแผ่นเกล็ดกระจายลม เพื่อให้ลมเย็นแพร่ไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของห้องอย่างทั่วถึง


        สำหรับสารทำความเย็นเหลวภายในแผงท่อทำความเย็นเมื่อได้รับความร้อนจากอากาศภายในห้องจะระเหยกลายเป็นไอและไหลเข้าสู่คอมเพรสเซอร์ ซึ่งไอที่ได้นี้จะถูกส่งต่อไปยังแผงท่อระบายความร้อนซึ่งติดตั้งอยู่นอกอาคาร พัดลมระบายความร้อนจะดูดอากาศ ภายนอกมาระบายความร้อนออกจากสารทำความเย็น ทำให้ไอสารทำความเย็นกลั่นตัวกลับเป็นของเหลวอีกครั้งหนึ่ง และไหลออกจากแผงท่อระบายความร้อนไปสู่อุปกรณ์ป้อนสารทำความเย็นวนเวียนเป็น วัฏจักรเช่นนี้ตลอดเวลาจนกว่าอุณหภูมิในห้องจะถึงระดับที่ตั้งไว้



     อุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิก็จะส่งสัญญาณให้เครื่องคอมเพรสเซอร์หยุดทำงานชั่วขณะหนึ่ง จึงประหยัดไฟฟ้าส่วนที่ป้อนให้คอมเพรสเซอร์ทำงานได้ แต่พัดลมส่งลมเย็นยังคงทำหน้าที่ส่งลมให้ภายในห้อง จนเมื่ออุณหภูมิในห้องให้คอมเพรสเซอร์ทำงานโดยอัดสารทำความเย็นป้อนเข้าไปในแผงท่อทาความเย็นใหม่ ดังนั้นถ้าเพิ่มสูงกว่าระดับที่ตั้งไว้อุปกรณ์ควบคุมก็จะส่งสัญญาณ ไม่ให้เย็นจนเกินไป ก็จะช่วยประหยัดค่าไฟได้ ซึ่งตามปกติควรตั้งไว้ที่ 25'C